การขนส่งสินค้าทางอากาศ

เนื่องจากเวลาเป็นอุปสรรคสำคัญในการขนส่งสินค้าทั้งทางเรือและทางถนน สำหรับสินค้าบางประเภทแล้วเวลาที่ใช้ในการขนส่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด การขนส่งสินค้าทางอากาศมีบทบาทสำคัญในการขนส่งสินค้าที่ต้องการแข่งกับเวลาและลดความเสียหายที่มีสาเหตุจากการขนส่งน้อยที่สุด ด้วยลักษณะเฉพาะตัวที่มีความเร็วสูงเมื่อเทียบกับรูปแบบการขนส่งทุกประเภทสามารถทำระยะทางได้ไกลกว่าการขนส่งทางถนน ความจุของยานพาหนะในการขนส่งสินค้ามากกว่าการขนส่งสินค้าทางบกแต่น้อยกว่าการขนส่งทางทะเลและทางรถไฟ สามารถขนส่งสินค้าได้หลากหลายประเภท ทั้งนี้ ขึ้นกับลักษณะของภาชนะที่ใช้บรรจุเป็นหลัก แต่การขนส่งทางอากาศมีค่าใช้จ่ายต่อหน่วยสูงมาก ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากเพื่อรองรับรูปแบบการขนส่งสินค้าทางอากาศทั้งระบบ และยังคงต้องอาศัยระบบขนส่งสินค้าทางถนนช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งนี้การขนส่งทางอากาศสามารถเชื่อมต่อกับการขนส่งรูปแบบอื่น ๆ ได้ที่ท่าอากาศยานเท่านั้น นอกจากนี้ การขนส่งทางอากาศใช้ระยะเวลาในการรวบรวมและกระจายสินค้าเพื่อเตรียมการขนส่งในบริเวณคลังสินค้าทางอากาศโดยเฉพาะ ไม่สามารถใช้คลังสินค้าร่วมกับการขนส่งรูปแบบอื่นได้ เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากความมั่นคงของประเทศและรูปแบบของภาชนะที่ใช้ในการขนส่งที่มีลักษณะเฉพาะตัว

อุตสาหกรรมการขนส่งทางอากาศ นับเป็นสาขาที่มีความสำคัญต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของโลก โดย International Air Transport Association (IATA) ระบุว่าสัดส่วนประมาณร้อยละ 40 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของโลกพึ่งพาการขนส่งทางอากาศ ด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศของโลกในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมามีการขยายตัวในอัตราประมาณ 6.2% ต่อปี โดยเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลงในช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่มาจากเอเชียในช่วงปี พ.ศ. 2540-2541 จากนั้นจึงได้เริ่มฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจนนับตั้งแต่ครึ่งหลังของปี พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา ทั้งนี้ บริษัท โบอิ้ง จำกัด ได้คาดหมายว่าแนวโน้มการขยายตัวของการขนส่งสินค้าทางอากาศในระยะยาวจะอยู่ในอัตราเฉลี่ยประมาณ 6.4% ต่อปี และตลาดที่เชื่อมโยงกับเอเชียจะยังคงเป็นผู้นำ โดยขยายตัวในอัตราสูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างชาติเอเชียด้วยกันจะมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดเมื่อเทียบกับทุกตลาดด้วยอัตราประมาณ 8.6 % ต่อปี และเมื่อถึงปี พ.ศ. 2562 ตลาดเอเชียจะมีส่วนแบ่งในการขนส่งสินค้าทางอากาศกว่า 50% ของตลาดโลก

ปัจจัยสําคัญที่ขับดันให้การขนส่งทางอากาศเติบโตขึ้น ได้แก่ แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจและการค้าโลก และทิศทางการแข่งขันทางการค้าในโลกยุคใหม่ที่มุ่งเน้นความรวดเร็วและความยืดหยุ่นในการส่งมอบสินค้าและบริการที่กำลังกลายเป็นข้อได้เปรียบหลักของการแข่งขันในอนาคต ดังนั้น สนามบินและเทคโนโลยีโลจิสติกส์สมัยใหม่จึงมีบทบาทสําคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

โครงข่ายการขนส่งสินค้าทางอากาศในปัจจุบัน

ท่าอากาศยานพาณิชย์ของไทยในปัจจุบันมีทั้งหมด 35 แห่ง ประกอบด้วย ท่าอากาศยานระหว่างประเทศ 6 แห่ง และท่าอากาศยานภายในประเทศ 29 แห่ง เส้นทางการขนส่งสินค้าทางอากาศภายในประเทศส่วนใหญ่จะมีจุดเริ่มต้นและปลายทางอยู่ที่ท่าอากาศยานระหว่างประเทศ 5 แห่ง

ท่าอากาศยานระหว่างประเทศทั้ง 5 แห่ง ที่เป็นจุดศูนย์รวมของการขนส่งสินค้าทางอากาศทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศมีคลังสินค้าสำหรับทำการขนถ่ายสินค้าทางอากาศ อันได้แก่ ท่าอากาศยานกรุงเทพ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานเชียงราย ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ โดยคลังสินค้านี้ประกอบการโดยเอกชนที่ได้รับสัมปทานจำนวน 2 รายคือ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (TG warehouse) และ บริษัท ไทย แอร์พอร์ต กราวน์ เซอร์วิสเซส จำกัด (TAGs) ซึ่งมีรายละเอียดในการให้บริการด้านคลังสินค้าทางอากาศดังต่อไปนี้

1. คลังสินค้าท่าอากาศยานกรุงเทพ

“Cargo Village” เป็นชื่อที่เรียกกลุ่มอาคารคลังสินค้าขนาดใหญ่ของท่าอากาศยานกรุงเทพ อาคารดังกล่าวเริ่มเปิดใช้ในปี พ.ศ. 2529 มีพื้นที่ 37,400 ตารางเมตร ภายหลังขยายพื้นที่จนครอบคลุมอาณาบริเวณกว่า 100,740 ตารางเมตร และเป็นอาคารคลังสินค้าที่ใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปเอเชีย สามารถให้บริการขนถ่าย สินค้าขาเข้า ขาออก และถ่ายลำได้ภายในบริเวณเดียวกัน เพื่อให้สามารถอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าปริมาณมาก ๆ คลังสินค้าแห่งนี้ใช้อุปกรณ์ที่ล้ำสมัยควบคุมด้วยระบบ Computer และได้มีการประสานงานกับกรมศุลกากรในการขนถ่ายสินค้าถ่ายลำทำให้สามารถลดเวลาในการปฏิบัติการลงให้ใช้เวลาน้อยที่สุด เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการขนถ่ายสินค้า ( Gateway ) ที่สะดวกที่สุดแห่งหนึ่งของทวีปเอเชีย ปัจจุบันคลังสินค้าท่าอากาศยานกรุงเทพได้ถูกแบ่งออกเป็นคลังสินค้าย่อยจำนวน 4 อาคาร ได้แก่

อาคารคลังสินค้า 1 มีพื้นที่ 24,840 ตารางเมตร แบ่งเป็นส่วนสำนักงาน 3,736 ตารางเมตร และพื้นที่เก็บสินค้า 21,104 ตารางเมตร

อาคารคลังสินค้า 2 มีพื้นที่ 41,777 ตารางเมตร แบ่งเป็นส่วนสำนักงาน 6,799 ตารางเมตร และพื้นที่เก็บสินค้า 34,978 ตารางเมตร

อาคารคลังสินค้า 3 มีพื้นที่ 30,638 ตารางเมตร แบ่งเป็นส่วนสำนักงาน 7,465 ตารางเมตรและพื้นที่เก็บสินค้า 23,173 ตารางเมตร

อาคารคลังสินค้า 4 มีพื้นที่ 20,277 ตารางเมตร แบ่งเป็นส่วนสำนักงาน 6,016 ตารางเมตรและพื้นที่เก็บสินค้า 14,261 ตารางเมตร

หัวใจของคลังสินค้าแห่งนี้ คือ ระบบจัดเก็บและลำเลียงสินค้า หรือ Elevated Transfer Vehicles (ETV) ซึ่งสามารถจัดเก็บสินค้าได้ 240 แผ่น (Pallet) หรือเท่ากับ 480 ตู้คอนเทนเนอร์ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการจัดเก็บอื่น ๆ รวมไปถึง ห้องมั่นคงสำหรับสินค้ามีค่า ห้องเย็น สำหรับเก็บสินค้าของสดเสียง่าย และห้องเก็บสินค้าทางการทูต สินค้าสัตว์มีชีวิต และสินค้าที่ต้องการความเอาใจใส่ดูแลเป็นพิเศษ

นอกจากสินค้าของสายการบินไทยแล้ว ยังมีสินค้าที่เป็นของสายการบินนานาชาติอีก 57 สายการบิน รวมปริมาณสินค้าเข้าออกเฉลี่ยปีละประมาณ 700,000 ตัน และมีความสามารถในการรองรับสินค้า (ไม่รวมสินค้าผ่าน) ทั้งหมด 1,273,000 ตัน/ปี และสามารถรองรับเที่ยวบินได้เฉลี่ย 50 เที่ยวบิน/ชั่วโมง

2. คลังสินค้าท่าอากาศยานเชียงใหม่

คลังสินค้าที่ท่าอากาศยานจังหวัดเชียงใหม่ มีที่ตั้งอยู่ในภาคเหนือของประเทศไทยเป็นประตูการค้าที่สำคัญในการเชื่อมต่อกับประเทศเมียนมาร์ สปป.ลาว และจีน มีพื้นที่โดยรวม 9,500 ตารางเมตร แบ่งออกเป็นพื้นที่สำหรับเก็บสินค้าประมาณ 6,055 ตารางเมตร และอีกประมาณ 3,445 ตารางเมตร สำหรับให้บริการส่วนสำนักงานของเจ้าหน้าที่ศุลกากรรวมทั้งด่านตรวจพืชและสัตว์ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่คลังสินค้านี้ ได้แก่ ห้องเย็นเพื่อเก็บรักษาสินค้าของสด เสียง่าย เครื่องชั่งน้ำหนักแบบใช้ไฟฟ้า รถบรรทุกเล็ก รถลาก รถยก และ เครื่อง X-RAY คลังสินค้าท่าอากาศยานเชียงใหม่มีความสามารถในการรองรับสินค้า 30,000 ตัน/ปี จากจำนวนเที่ยวบินที่สามารถรองรับได้เฉลี่ยชั่วโมงละ 24 เที่ยวบิน

3. คลังสินค้าท่าอากาศยานเชียงราย

คลังสินค้าท่าอากาศยานเชียงรายตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงรายที่มีพื้นที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน และเขตพื้นที่สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ (ไทย เมียนมาร์ เวียดนาม และจีน) มีความสามารถรองรับปริมาณจนส่งสินค้าทางอากาศได้เฉลี่ยปีละ 3,400 ตัน และจำนวนเที่ยวบินเฉลี่ย 14 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ซึ่งทางการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยได้วางแผนกลยุทธ์ให้ท่าอากาศยานเชียงรายเป็น Land Journey เข้าสู่ประเทศเมียนมาร์ จีนตอนใต้ และเวียดนาม โดยทางรถยนต์ ภายในอาคารคลังสินค้ามีพื้นที่รวม 412 ตารางเมตร ประกอบด้วย ส่วนสำนักงาน 60 ตารางเมตร พื้นที่เก็บสินค้า 90 ตารางเมตร พื้นที่ขนถ่ายสินค้า 190 ตารางเมตร และพื้นที่สำหรับกิจกรรมขนถ่ายสินค้าอื่น ๆ อีก 72 ตารางเมตร

4. คลังสินค้าท่าอากาศยานภูเก็ต

ท่าอากาศยานภูเก็ตเป็นท่าอากาศยานที่มีการขนถ่ายสินค้าทางอากาศมากเป็นอันดับที่สอง รองจากท่าอากาศยานกรุงเทพ ทั้งนี้ ท่าอากาศยานภูเก็ตสามารถรองรับเที่ยวบินได้ 20 เที่ยวบินต่อชั่วโมง และสามารถรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศได้ 24,000 ตันต่อปี ทางการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยได้วางแผนกลยุทธ์ไว้ว่า ท่าอากาศยานภูเก็ตจะถูกพัฒนาให้เป็น Tourism Hub ของเอเชีย เนื่องจากเกาะภูเก็ตเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของโลกและสามารถเป็นเส้นทางเชื่อมไปสู่ประเทศเมียนมาร์และประเทศอื่น ๆ ทางฝั่งทะเลอันดามันได้อีกด้วย ภายในประกอบด้วย อาคารคลังสินค้ามีพื้นที่รวม 4,550 ตารางเมตร แบ่งได้เป็นส่วนสำนักงาน 2,700 ตารางเมตร และพื้นที่เก็บสินค้า 1,850 ตารางเมตร

5. คลังสินค้าท่าอากาศยานหาดใหญ่

ท่าอากาศยานหาดใหญ่มีความสามารถในการรองรับปริมาณเที่ยวบินได้ 20 เที่ยวบินต่อชั่วโมง และสามารถรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศได้เฉลี่ยปีละ 13,800 ตัน ทางการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยได้วางแผนกลยุทธ์ไว้ว่า ท่าอากาศยานหาดใหญ่ จะเป็น Express Way ในการทำธุรกิจรถยนต์ให้บริการเพื่อการเดินทางไปสู่ประเทสมาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน พร้อมทั้งการเดินทางแบบ o­ne Stop Service Center ทั้งการเดินทางโดยเครื่องบิน รถยนต์ รถไฟ และทางเรือ ภายในท่าอากาศยานหาดใหญ่มีคลังสินค้าที่มีพื้นที่รวม 4,680 ตารางเมตร ประกอบด้วยส่วนสำนักงาน 323 ตารางเมตร พื้นที่เก็บสินค้า 1,500 ตารางเมตร

หน่วยงานที่รับผิดชอบท่าอากาศยานแต่ละแห่งนั้นประกอบด้วยหลายหน่วยงานที่แตกต่างกันออกไป ได้แก่ หน่วยงานที่มาจากราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ดังแสดงในตารางที่ 1 ทั้งนี้ขึ้นกับวัตถุประสงค์หลักของท่าอากาศแห่งนั้น เช่น ท่าอากาศยานในความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน้าที่ให้บริการอากาศยานสำหรับผลิตฝนเทียม โปรยเมล็ดพันธุ์ พ่นปุ๋ยและยาฆ่าแมลง เป็นต้น

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>